การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน

สารบัญ

มีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากมายที่ล่อตาล่อใจ จนบางทีคุณคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะยกระดับการดูแลผิวแสนธรรมดาที่ปกติอาจจะใช้แค่โฟมและตามด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ธรรมดา ๆ แต่ก่อนที่จะเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่คุ้นเคยนั้น มีหนึ่งสิ่งที่คุณควรรู้ว่ามีบางส่วนผสม เป็นส่วนผสมต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกันเมื่อนำมาใช้ร่วมกันแล้วจะเกิดโทษส่งผลเสียกับผิวของคุณมากกว่าช่วยดูแลผิว ตอนนี้คุณจำเป็นต้องรู้ว่าส่วนผสมในครีม เซรั่ม หรือมาสก์ทั้งหมดเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืนหรือไม่

ด้วยความช่วยเหลือจากแพทย์ผิวหนัง เราได้รวบรวมคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการผสมและการจับคู่ส่วนผสมดูแลผิวยอดนิยมที่พบในผลิตภัณฑ์มาให้ด้านล่างนี้แล้วค่ะ

Retinol : เรตินอล

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน1

“เรตินอล” หรือทุกคนอาจจะเคยได้รู้จักในชื่อ “วิตามินเอ” เป็นหนึ่งในส่วนผสมบำรุงผิวที่แพทย์ผิวหนังชื่นชอบมากที่สุด สิ่งที่ทำให้เรตินอลได้รับความนิยมมากคือ ส่งเสริมการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งสามารถช่วยปรับปรุงลักษณะของผิวที่มีริ้วรอย ร่องลึก ผิวที่ไม่สม่ำเสมอ จุดด่างดำ และสิว ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ และ คอลลาเจน จึงไม่แปลกเลยที่จะเป็นส่วนผสมสุดฮิตที่ใส่ในสกินแคร์หลายตัว แต่! สามารถทำให้ระคายเคืองได้มากเช่นเดียวกัน “เรตินอลเป็นสารต่อต้านริ้วรอยที่มีประสิทธิภาพ แต่สามารถทำให้ผิวแห้งรุนแรงขึ้นได้” ดร.ลอร์ทเชอร์อธิบาย

ควรใช้ร่วมกับ : เรตินอลควรผสมกับสารที่ให้ความชุ่มชื้นเช่นกรดไฮยาลูโรนิกและเซราไมด์รวมถึงครีมกันแดด

Retinol + Hyaluronic Acid : ตัวไฮยาลูรอนิคจะช่วยปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบจากเรตินอล

ส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นเช่นกรดไฮยาลูโรนิกสามารถดึงและยึดโมเลกุลของน้ำไปยังชั้นผิว เพื่อทำให้ผิวนุ่มนวลขึ้นจากการช่วยกักเก็บความชื้น 

Retinol + SPF 30+ : ปกป้องการทำลายผิวจากแสงแดด

“สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าเรตินอลสามารถทำให้คุณรู้สึกไวต่อแสงแดดมากขึ้น ฉะนั้นควรใส่ครีมกันแดดที่มี SPF 30+ ขึ้นไปอย่างเคร่งครัดในทุกวันและตลอดทั้งปี ไม่เพียงแต่จะป้องกันมะเร็งผิวหนัง ริ้วรอย และจุดด่างดำจากแสงแดดเท่านั้น แต่ยังช่วยผิวที่เปราะบางจากส่วนผสมที่เราใช้ปรับปรุงผิว รวมทั้งเรตินอลและเรตินอยด์สามารถทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น” ดร.มาร์ชเบ็น กล่าว

ห้ามใช้ร่วมกับ : วิตามินซี เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ และกรด AHA/BHA

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน2

Retinol + AHA/BHA : ผิวระคายเคืองเกินความจำเป็น

หากขั้นตอนการดูแลผิวของคุณมีเรตินอลอยู่แล้ว

กรด AHA และ BHA ไม่ได้จำเป็นต่อผิว เพราะสารนี้จะผลัดเซลล์ผิว ซึ่งอาจทำให้ผิวของคุณได้รับผลกระทบโดยตรง มีอาการแห้งและทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น 

Retinol + Benzoyl Peroxide : เพิ่มโอกาสให้ผิวแห้งระคายเคือง

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน3

ส่วนเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์และเรตินอลนั้นเราไม่แนะนำเพราะพวกมันสามารถจะหักล้างฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ทำให้พวกมันมีประสิทธิภาพที่น้อยลง และผิวจะแห้งมากขึ้นทำให้เกราะป้องกันผิวเสียหาย” ดร. มาร์ชไบน์อธิบาย

Retinol + Vitamin C : เมื่อรวมกันจะทำให้ผิวคันหรือแดงเมื่อโดนแสงแดดได้

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน3

เนื่องจากวิตามินซีปกป้องผิวจากการรุกรานของสิ่งแวดล้อม และการซ่อมแซมเรตินอลและสร้างผิวใหม่ จึงควรใช้ในเวลาที่ตรงกันข้ามกันในวันนั้น ๆ (เลือกใช้อย่างนึ่งตอนเช้าและอย่างนึ่งในตอนเย็น)

Vitamin C : วิตามินซี

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน4

“วิตามินซีช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระและทำงานได้ดีที่สุดในตอนเช้า” ดร. มาร์ชไบน์กล่าว  ส่วนผสมนี้ยังช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวและยังทำให้จุดด่างดำจางลงอีกด้วย

ควรใช้ร่วมกับ : สารต้านอนุมูลอิสระและ ครีมกันแดด

Vitamin C + Vitamin E

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อผิวเมื่อมันเจอสารอนุมูลอิสระเมื่อไหร่ มันจะเข้าไปทำลายทันที พอผิวเราไม่ค่อยมีสารอนุมูลอิสระ ผิวเราก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และการที่นำมาใช้ร่วมกับวิตามินซีนั้นก็จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์และเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีขึ้น

Vitamin C + SPF 30+

ซีรั่มที่มีวิตามินซีควรตามด้วยครีมกันแดดเสมอ เพราะในขณะที่วิตามินซีกำลังทำงานอยู่ครีมกันแดดก็จะปกป้องผิวจากความเสียหายจากรังสียูวีที่ร้อนแรง จึงทำให้ผิวระคายเคืองน้อยหรือไม่ระคายเคืองเลย – Dr. Marchbein อธิบาย

ไม่ควรใช้ร่วมกับ : เรตินอล

Vitamin C + Retinol

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน5

ตรงกันข้ามกับวิตามินซี เรตินอลและเรตินอยด์สร้างคอลลาเจนและช่วยซ่อมแซมผิว ดังนั้นจึงควรใช้ข้ามคืน  เนื่องจากวิตามินซีสามารถเจริญเติบโตได้ในเวลากลางวัน จึงควรแยกส่วนผสมเหล่านี้ออกจากกันเพราะมีหน้าที่ต่างกัน

กรด AHA/BHA

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน6

กรดซาลิไซลิก ไกลโคลิก และแลคติค ทั้งหมดนี้เป็นสารผลัดเซลล์ผิวที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถปรับปรุงสภาพผิว โทนสีผิว และการรักษาสิว ดังที่กล่าวไว้ กรดทั้งสามนี้สามารถทำให้ขาดน้ำและระคายเคืองผิวหนังได้ ที่สำคัญเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรด AHA หรือ BHA ให้ตามด้วยผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นตามด้วยเสมอ

ควรใช้ร่วมกับ : ส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น และครีมกันแดด

AHA/BHA + Ceramide, Hyaluronic acid, Glycerin : เป็นเกราะเคลือบผิว

“การให้ความชุ่มชื้นหลังจากใช้ AHA และ BHA มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดการระคายเคือง มองหาเซราไมด์, กรดไฮยาลูโรนิก และกลีเซอรีนเพื่อให้ความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว” ดร. มาร์ชไบน์กล่าว  

ทั้งสามนี้มีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างปราการผิวและรักษาความชุ่มชื้นของผิว หากปราศจากสามตัวนี้ ผิวจะมีอาการแห้ง คัน และระคายเคือง 

AHA/BHA + SPF 30+ : ป้องกันความเสียหายจากความร้อนและยูวี

เช่นเดียวกับเรตินอล กรด AHA/BHA สามารถทำให้ไวต่อแสงแดดได้ ฉะนั้นครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่ดีจะช่วยลดความเสียหายจากแสงแดดที่คุณอาจหลีกเลี่ยงได้ยาก เมื่อคุณใช้ส่วนผสมเหล่านี้อย่าข้ามขั้นตอนในการปกป้องแสงแดดนี้เด็ดขาดถ้าไม่อยากให้ผิวเฉาเหมือนกลีบกุหลาบขาดน้ำ

ไม่ควรใช้ร่วมกับ : กรด AHA/BHA กับเรตินอล

AHA/BHA + Retinol : ผิวจะเกิดการระคายเคืองมาก

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน7

“ฉันขอเตือนผู้ที่ใช้ Retinoids สำหรับผู้ที่ดูแลสิวหรือต่อต้านริ้วรอย เนื่องจากการผสมผสานกับกรดต่าง ๆ อาจทำให้ผิวแพ้ง่ายและระคายเคืองมาก อาจมีรอยแดงคันและลอกมากเกินไป อันที่จริง AHA และ BHA สามารถใช้ได้แต่คนละช่วงเวลาควรสลับการใช้เป็นวันเว้นวัน” ดร. มาร์ชเบ็นอธิบาย  “นอกจากนี้ ให้ระมัดระวังการใช้กรดต่าง ๆ หรือแม้แต่การผลัดเซลล์ผิวทั้งการสครับผิวหรือเลือกการใช้เคมีในการลอกผิวเพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหนัก

Benzoyl Peroxide : เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน8

เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์สามารถดูแลผิวที่เป็นสิวได้ง่ายมีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดน้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวถูกชะล้างออกจากใบหน้าได้ง่าย  แต่มีข้อแม้? เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมในการทำให้ผิวแห้งมาก “เนื่องจากการรักษาสิวโดยทั่วไปอาจทำให้เกิดความแห้งกร้านและระคายเคืองของผิวได้ จึงต้องระมัดระวังในการใช้ และยังรวมถึงทุก ๆ ส่วนอื่น ๆ ของการดูแลผิวประจำวัน (เช่น โฟมล้างหน้าและมอยส์เจอไรเซอร์) จะต้องมีความอ่อนโยนอย่างยิ่งและให้ความชุ่มชื่นเป็นพิเศษตาม” ดร.มาร์ชเบ็นอธิบาย

ควรใช้ร่วมกับ : ส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยน SPF และยาปฏิชีวนะเฉพาะที่

Benzoyl Peroxide + Moisturizer : ลดความแห้งกร้านของผิว

ควรใช้ทุกวันหลังจากทาเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์

ให้เลือกแบบปราศจากน้ำมันจะช่วยปลอบประโลมผิวแห้งโดยไม่ทำให้สิวแย่ลง และกลัวที่จะใช้ครีมที่มีความหนาเพราะจะยิ่งทำให้ผิวนวลมากขึ้น

Benzoyl Peroxide + SPF 30+ : ผิวที่แห้งต้องการการปกป้องจากแสงแดด

การใช้เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์นั้นทำให้ผิวของคุณขาดน้ำมันรวมถึงน้ำใต้ผิวด้วยจึงทำให้พื้นผิวปราศจากการปกป้องที่ดีทำให้การสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงจะส่งผลให้ผิวระคายเคืองมากยิ่งขึ้น

ไม่ควรใช้ร่วมกับ : สารที่มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวอยู่แล้วเช่น Retinol และ  AHA/BHA

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน9

ขณะใช้ยานี้ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่สร้างความระคายเคืองเพิ่มเพราะจะทำให้ผิวอ่อนแอมากลงไปอีก รวมถึงการทำความสะอาดหรือบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง 

Niacinamide : ไนอาซินาไมด์

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน10

ไนอาซินาไมด์หรือที่เรียกว่าวิตามิน B3 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระนี้เป็นสารต้านการอักเสบที่สามารถทำให้ผิวกระจ่างใสและแม้กระทั่งการเปลี่ยนสี ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างครอบคลุม ช่วยลดริ้วรอยและรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว ช่วยลดอาการแดงและอาการระคายเคืองบนผิว ไปจนถึงช่วยกระตุ้นการผลิตเซราไมด์ (ceramide) ที่ช่วยให้ผิวกระชับและชุ่มชื้น ซึ่งจะส่งผลให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

ควรใช้ร่วมกับ : ไนอาซินาไมด์สามารถใช้ได้กับเกือบทุกส่วนผสมในขั้นตอนการดูแลผิว

“เนื่องจากไนอาซินาไมด์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ผิวหนังจึงมีปฏิกิริยาน้อยที่สุด และปราศจากผลข้างเคียงหรืออาจจะมีแต่น้อยมากของการระคายเคือง มันเข้ากันได้ดีกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวส่วนใหญ่และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้ใช้กับผลิตภัณฑ์แบบไม่ต้องล้างออก เช่น มอยส์เจอไรเซอร์” ดร.ลอร์ทเชอร์อธิบาย

ไม่ควรใช้ร่วมกับ : ไนอาซินาไมด์และวิตามินซี

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน11

Niacinamide + Vitamin C

ไม่ได้ถึงกับห้ามแต่มีวิธีใช้อยู่ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระทั้งคู่ แต่วิตามินซีก็เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ไม่เข้ากันกับไนอาซินาไมด์ ทั้งสองเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ใช้กันทั่วไปแต่ประสิทธิภาพของพวกเขาจะลดลงอย่างมากเมื่อใช้ร่วมกัน เว้นแต่ว่าการใช้งานจะเว้นระยะห่างอย่างน้อย 10 นาทีระหว่างแต่ละซีรั่ม

SPF : ครีมกันแดด

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน12

หากคุณกำลังจะใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอะไรก็แล้วแต่หรืออาจจะไม่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเลยก็ตาม ก็ควรเติม SPF เป็นวิธีเดียวที่ดีต่อการปกป้องผิวจากมะเร็งและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแสงแดดและรังสียูวีอาจนำไปสู่สัญญาณแห่งวัยก่อนวัยอันควรได้ เมื่อครีมกันแดดมีความสำคัญขนาดนี้แล้ว ครีมกันแดดจึงสามารถทาทับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชนิดใดก็ได้และควรมีค่า SPF 30+ ขึ้นไปด้วยนะ

ควรใช้ร่วมกับ : ครีมกันแดดสามารถ(และควร) ใช้ในทุกขั้นตอนการดูแลผิว

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน13

ไม่ควรใช้ร่วมกับ : ครีมกันแดดผสมกับเครื่องสำอางหรือมอยส์เจอไรเซอร์

“ถึงแม้ครีมกันแดดจะสามารถเป็นขั้นตอนพิเศษในการปกป้องผิว แต่อย่าพยายามใช้ทางลัด อย่า! ผสมครีมกันแดดของคุณกับเครื่องสำอางหรือมอยส์เจอไรเซอร์ควรใช้ครีมกันแดดที่สามารถทาทับหลังการบำรุงผิวและการแต่งหน้า เพื่อสร้างชั้นการป้องกันที่เป็นฟิล์มปกคลุมได้เต็มผืน” Dr. Lortscher กล่าว

การจับคู่ส่วนผสมส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกัน14

อย่างไรก็แล้วแต่ส่วนผสมแต่ละส่วนผสมนั้นมีประโยชน์และจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาแต่ละจุดให้ดีขึ้น การเลือกใช้ควรมีการหาข้อมูลและอาจจะต้องการคำปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังและผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนว่าเราจะเลือกการบำรุงให้ตรงกับปัญหาผิวของเราหรือเปล่า ที่สำคัญควรรู้การจับคู่ส่วนผสมและหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ต้องห้ามที่อย่าใช้ร่วมกันนี้เพื่อไม่ทำให้ปัญหาผิวของคุณเพิ่มมากขึ้นให้คุณปวดหัวไม่รู้จบ เลือกบำรุงให้ถูกกับผิวรับรองว่าปัญหาผิวของคุณจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ piwd-review

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.instyle.com

Credit ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

Poster 24
Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการเครื่องสำอางแนวหน้าในประเทศไทย

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter